วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ลักษณะของจิตรกรรมไทยแบบประเพณี







ลักษณะของจิตรกรรมไทยแบบประเพณี
จิตรกรรมไทยแบบประเพณีเด่นชัดด้วยสีที่ระบายเรียบและตัดเส้นแสดงรูปร่าง แสดงรายละเอียดของภาพ ดังภาพบุคคล เช่น พระราชา เสนาบดี บ่าว ไพร่ หรือภาพสัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ใบไม้ ทั้งหมดเขียนเพื่อให้ดูสมจริงตามเรื่องราวอันเป็นอุดมคติในพุทธศาสนา
งานตัดเส้นในงานจิตรกรรมไทยมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะแสดงฝีมือเชิงช่างแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นแนวความคิดทางสังคมระดับต่างๆ ภาพพระราชา เจ้านายหรือบุคคลชั้นสูง ข้าทาส บ่าวไพร่ มีกฎเกณฑ์ในการแสดงภาพแตกต่างกัน การแสดงออกทางด้านความประณีตก็ต่างกันด้วย
ภาพพระราชาได้รับการตัดเส้นให้ดูอ่อนช้อยรายละเอียดทางด้านสรีระเขียนเพียงเท่าที่จำเป็นโดยไม่แสดงกล้ามเนื้อ รอยต่อข้อกระดูก เพราะสิ่งเหล่านี้ขวางกั้นลักษณะเลื่อนไหล ที่ก่อให้เกิดความนุ่มนวลงามสง่าอย่างละคร โดยสื่อความตามท้องเรื่อง ซึ่งชาวไทยมีแนวความคิดว่าพระราชาทรงเป็นเทวราชา หรือสมมติเทพ เครื่องทรงของพระองค์ก็เขียนขึ้นอย่างประณีตพิถีพิถันปิดทองตัดเส้นอย่างงดงามที่เครื่องประดับ
ภาพเจ้านายหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ก็เขียนอย่างประณีตลดหลั่นลงไป ดังกล่าวนี้เป็นลักษณะแห่งอุดมคติที่อิงความสมจริง
ภาพเสนาบดีขุนนาง ภาพบ่าวไพร่ มีเครื่องแต่งกายตามยศศักดิ์ฐานะ กิริยาท่าทางของภาพบุคคลเหล่านี้มักเป็นไปอย่างธรรมชาติภาพผู้ดีมีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ไม่ตลกคะนองอย่างภาพชาวบ้าน ซึ่งได้พบเห็นเสมอในฉากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในชีวิตประจำวัน
ภาพพระพุทธองค์ซึ่งย่อมเป็นภาพประธานในฉากเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนต่างๆ เขียนขึ้นให้สมจริง โดยผสมผสานกับพุทธลักษณะอันเป็นอุดมคติตามที่คัมภีร์ระบุไว้ กรรมวิธีของจิตรกรรมที่ช่างเขียนนำมาใช้เพื่อเน้นพุทธบารมี ได้แก่ กรอบประภามณฑลรอบพระวรกาย หรือกรอบรอบพระเศียร เป็นต้น ประภามณฑลหมายถึง รัศมีที่เปล่งออกมาจากพระพุทธองค์ภายหลังจากที่ทรงตรัสรู้ พระรัศมีรูปเปลวเหนือพระเศียร ซึ่งมักปิดทองเพื่อให้ดูแวววาว ก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นิยมใช้ในงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณี
ภาพปราสาทราชวัง เครื่องสูงต่างๆ ของพระราชามหากษัตริย์มีสีสัน ปิดทองตัดเส้นอย่างงดงาม เขียนขึ้นอย่างสมจริงที่อิงความงามอย่างอุดมคติโดยสอดคล้องกับภาพพระราชา ขณะที่ภาพบ้านเรือนภาพสัตว์น้อยใหญ่ ต้นไม้ ท้องฟ้า น้ำ เป็นต้น มีความสมจริงมากกว่า

ความงาม







ประวัติส่วนตัว

ชื่อ นางวันวิสาข์ เฮงรักษา อายุ 27 ปี
ชื่อเล่น แอน
อยู่บ้านเลขที่ 30/2 หมู่ 11 ต. ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
เบอร์โทรศัพท์ 087-9039814
การศึกษา
จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดหนองบัว
จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวัดหนองบัว
จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
จบการศึกษาระดับอนุปริญญาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฏร์ธานี
ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อปริญญาตรีวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
สัตว์เลียงที่ชอบ สุนัข
อาหารจานโปรด ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว ไก่ทอด
สถานที่ท่องเที่ยว ชอบไปทะเล เชียงใหม่
คติประจำใจ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด








วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

จิตรกรรม


ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดพระสิงห์ แม่แบบ:ล้านนาไทย
ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดพระสิงห์ ผนังวิหารลายคำวัดพระสิงห์มีภาพจิตรกรรมโดยรอบ โดยทิศเหนือเขียนเรื่องสังข์ทอง ทิศใต้เขียนเรื่องสุวรรณหงส์ ซึ่งภาพจิตรกรรมทั้ง 2 เรื่องนี้มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมเรื่อง สังข์ทองนั้น พบได้ที่วิหารลายคำเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ภาพจิตรกรรมเรื่องสังข์ทองและสุวรรณหงส์มีตำนานว่า จิตรกรได้กั้นม่านเพื่อเขียนภาพแข่งขันกัน โดยจิตรกรจากกรุงเทพฯ วาดภาพเรื่องสุวรรณหงส์ และจิตรกรเชียงใหม่วาดภาพเรื่องสังข์ทอง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องลักษณะเด่นของภาพจิตรกรรมที่พบในล้านนาไว้ว่า “จิตรกรรมในภาคเหนือนิยมเขียนภาพชีวิตประจำวัน...เป็นภาพเหมือนชีวิตจริง ถ้าเรามองดูภาพที่งดงามเรื่องสังข์ทองในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ เราจะรู้สึกคล้ายกับว่า เราเข้าไปอยู่ในสภาพการณ์ที่เป็นจริงตามความเป็นอยู่เมื่อ 100 ปีก่อน” ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำเป็นภาพจิตรกรรมที่มีคุณค่า แสดงให้เห็นสภาพสังคม วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ และความคิดความอ่านของผู้คนในสมัยนั้น
ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสังข์ทอง สะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์สังคมล้านนา ในยุคที่กรุงเทพฯ เข้าครอบงำ และเจ้านายฝ่ายเหนือก็ไม่มีอำนาจอีกต่อไป ส่งผลถึงด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การปกครองได้เปลี่ยนไป จิตรกรผู้สร้างภาพจิตรกรรมจึงใส่ความรู้สึกนั้นๆ ลงในงานของตน เช่น ภาพของเหล่าขุนนางแต่งกายอย่างมีระเบียบแบบแผนแต่ไม่มีชีวิตชีวา ส่วนเจ้านายดูสง่างาม มีลักษณะเหมือนคนทั่วไปรวมถึงราชวังอันเป็นที่อยู่ของเจ้าก็ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตสวยงาม จากการวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมของ สน สีมาตรัง กล่าวว่า จิตรกรเชียงใหม่ที่เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศเหนือ ของวิหารลายคำ เป็นลักษณะการเขียนภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวช่าง ซึ่งบ่งบอกถึงความประทับใจของช่างแล้วแสดงออกในภาพ เป็นแบบอิสระตามความชอบและความถนัดของช่างเขียน มากกว่าจะเป็นแบบทำตามคำสั่งงานของนายช่างใหญ่หรือผู้ปกครอง
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ มีลักษณะการเขียนของช่างที่สวยงามประณีตมาก แสดงให้เห็นความชำนาญของช่างเขียนที่ได้ถ่ายทอดออกมา มีลักษณะการเขียนที่ผสมผสานระหว่างศิลปะพม่าและรัตนโกสินทร์ รวมกับลักษณะเฉพาะของปราสาทล้านนา และเรือนกาแล ที่นิยมสร้างกันสมัยนั้น ภาพคน คือ ตัวพระ ตัวนาง และภาพตัว กาก (ภาพสามัญชน) มีลักษณะการเขียนที่แสดงถึงลักษณะของคน ล้านนาในยุคนั้น เครื่องแต่งกายต่างๆ ก็บอกความเป็นคนล้านนา โดยจะสังเกตเห็นว่าเครื่องแต่งกาย ของข้าราชการในวังสมัยรัชกาลที่ ๕ ปรากฏอยู่ในภาพ นอกจากนี้ยังปรากฏลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าต่างๆ ที่มีความใกล้ชิดกับชาวล้านนาสมัยนั้นด้วยรูปลักษณ์ของ หน้ากลม ตาสองชั้นเรียวยาว จมูกเรียวเล็ก ปากรูปกระจับ ทรงผมเกล้ามวยของผู้หญิง และทรงผมผู้ชายเป็นกระจุกอยู่กลางศีรษะที่เรียก กันว่า"ทรงมหาดไทย" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของผู้คนชาวล้านนา ส่วนลักษณะการเขียน สถาปัตยกรรมประกอบภาพในเรื่องส่วนประกอบของไม้ใช้เป็นส่วนบน ปูนใช้ เป็นส่วนกลางและหลังคามุงกระเบื้อง ส่วนรั้วและกำแพง บางจุดเป็นไม้ บางจุดเป็นอิฐมีความละเอียดประณีตมาก ใช้ทองคำเปลว ช่วยให้เกิดความสวยงาม มีผ้าม่านเป็นฉากกั้นระหว่างห้อง เขียนลายผ้าม่านเป็นลวดลายดอกไม้สวยงามมาก
สีที่ใช้จิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เป็นวรรณสีเย็น ซึ่งมีสีน้ำเงินครามและสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ นอกจาก นี้ก็มีสีแดง สีเขียว สีน้ำตาล สีดำ และสีทอง ซึ่งใช้เขียนส่วนที่เป็นโลหะปิดด้วยทองคำเปลวตัดด้วยสีแดงและดำ เช่น เชิงหลังคา และยอดปราสาท สิ่งของเครื่องใช้ เช่น อาวุธ เครื่องประดับ

จิตรกรรม


จิตรกรรมฝาผนังเรื่องสามก๊กสถานที่ : วัดประเสริฐสุทธาวาส เขตราษฏร์บูรณะ
จารึกบนแผ่นหินซึ่งฝังติดกับผนังด้านทิศตะวันตก ภายในโบสถ์อ่านได้ว่า ในปี พ.ศ. 2381 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 พระประเสริฐวานิชได้บริจาคเงินซ่อมแซมทั้งพระอาราม สันนิษฐานว่าพระประเสริฐวานิชผู้นี้น่าจะเป็นคนเดียวกับเจ้าสัวเส็ง เศรษฐบุตร แต่จากหลักฐานศิลปวัตถุที่พบในวัด ได้แก่ ใบเสมา พระประธานในวิหาร และพระประธานในพระอุโบสถ ระบุว่าวัดนี้มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยาสิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้คือภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ วาดอยู่เหนือกรอบประตูหน้าต่างโดยรอบทั้งสี่ทิศ เป็นภาพเขียนลายเส้นสีดำ แบ่งเป็นตารางสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เขียนเป็นเรื่องสามก๊ก แต่ละช่องมีภาษาจีนกำกับ ตามคติการเขียนภาพแบบจีน ตัวภาพอยู่ในสภาพค่อนข้างดี ลายเส้นยังคมชัด จะมีก็แต่บริเวณใกล้กรอบประตูหน้าต่างที่ภาพลบเลือนไปบ้างนอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 คือนำศิลปะจีนมาผสม มองเผิน ๆ คล้ายศาลเจ้าจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา มีลวดลายรูปปั้นแบบจันประดับบนหลังคาและหน้าบัน โดยใช้เครื่องถ้วยเคลือบที่ทุบให้แตกแล้วเป็นวัสดุตกแต่งซึ่ง น. ณ ปากน้ำ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์สันนิษฐานว่าวัดนี้อาจเป็นต้นแบบในด้านศิลปกรรมแบบจีนผสมไทยให้กับวัดราชโอรส ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 3 ก็ได้

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

จิตรกรรม



จิตรกรรมหรือภาพเขียนมีส่วนประกอบหลัก คือ เส้น สี และน้ำหนักของสี สีมีส่วนสัมพันธ์กับความกว้าง ยาว และความลึกในภาพ สีช่วยสื่อคว ามหมายทางอารมณ์และจิตใจด้วย เช่น ช่างเขียนภาพพุทธประวัติบนผนังโบสถ์แห่งหนึ่ง จะวางโครงสร้างของสีให้สอดคล้องกับเรื่องรา วและสถานที่เพื่อให้เกิดความรู้สึกศรัทธาในศาสนา สีที่นำมาใช้เขียนภาพ ส่วนมากได้มาจากวัตถุซึ่งมาจากธรรมชาติ เช่น สีของดิน หิน พืช และสัตว์ ช่างเขียนไทยแต่โบราณนิยมเขียนภาพด้วยสีฝุ่นผสมกาว ดังจะดูตัวอย่างได้จาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามผนังของโบสถ์ เมื่อต้องการเขียนภาพ ช่างเขียนจะนำเอาวัสดุต่าง ๆ ซึ่งจะใช้ทำเป็นสีมทำให้แห้งและบดให้ละเอียดเป็นผง เรียกกันว่า สีฝุ่น เมื่อจะเขียนภาพช่างเขียนจะผสมสีฝุ่นด้วยกาวและน้ำกาวที่ใช้ในสมัยโบราณส่วนมากเ ป็นกาวที่ทำจากหนังสัตว์
ภาพเขียนฝาผนังของไทยทั้งหมด เขียนบนผนังฉาบปูนซึ่งแห้งแล้ว ส่วนการเขียนภาพบนผนังปูนซึ่งยังเปียกตามกรรมวิธีของตะวันตก ที่เรียกว่า เฟรสโก (fresco) ไม่เป็นที่นิยมของช่างไทย
การเขียนภาพจิตรกรรมของไทยโบราณ ส่วนใหญ่มักเป็นการเขียนภาพเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา หรือคติความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกั บศาสนา ดังนั้นการเขียนภาพจิตรกรรมจึงมักเขียนกันบนผนังภายในโบสถ์หรือวิหารของวัดต่างๆ และจะเขียนบนผนังฉาบปูนเรียบซึ่ง ปูนแห ้งสนิทแล้ว
แต่เนื่องจากลักษณะสภาพดินฟ้าอากาศของไทยมีความชื้นในอากาศสูง และลักษณะการก่อสร้างโบสถ์วิหาร เป็นการก่อสร้างลักษณะผนังรับน้ำหนัก ก่อด้วยอิฐซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซึมความชื้นได้ดี ทั้งความชื้นจากน้ำใต้ดินและความชื้นจากอากาศ ทำให้ผ นังปูนซึ่งแห้งสนิทใน ช่วงระยะเวลาการก่อสร้างเสร็จใหม่ๆ ดูดซึมความชื้นเข้าในผนังได้อีก ทำให้ผิวปูนฉาบผุกร่อน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อภา พจิตรกรรมที่เขียนอยู่บนผิวหน้าของผนังปูนนอกจากความชื้นจะทำให้ผิวปูนฉาบผุกร่อนแล้ว วัสดุที่ใช้ในการเขียนภาพ เช่น สีดิน และกาวหนังสัตว์ ที่ใช้ในการผสมสี ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราซึ่งเป็นอันตรายต่อภาพเขียนเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังในประเทศ ไทยส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายและซ่อม แซมยากมาก การซ่อมแซมต้องใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แก้ไขความชื้นในผนังเสียก่อนจึงจะซ่อมแซมได้นอกจากการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยสีฝุ่นผสมกาวแล้ว การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นแผ่นทั้งบนผ้าและบนกระดาษของไทยใน สมัยโบราณก็ใช้สีฝุ่นเขียนด้วยเช่นเดียวกัน เช่น การเขียนภาพเรื่องราวบนสมุดข่อย เป็นต้น ในสมัยโบราณการเขียนภาพสีน้ำมัน บนผ้าไม่ปรากฏหลักฐาน
ผู้ที่เขียนภาพจิตรกรรมสีน้ำมันเป็นคนแรกคือพระสรลักษณ์ลิขิต (เริ่มมีผลงานปรากฏ ในสมัยรัชกาลที่ 6) ซึ่งในสมัยต่อม ามีผู้นิยมเขียนภาพด้วยสีน้ำมันบนผ้ากันมากขึ้น เนื่องจากมีความคงทนไม่เสียหายง่ายเหมือนการเขียนด้วยสีฝุ่น ในปัจจุบันมีผู้ผลิตสีเขียน ภาพด้วยสารผสมทางเคมีต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมและนอกจากนั้นศิลปินในปัจจุบันได้มีการทดลองค้นไา และนำเอาวัสดุหลายประเภทมาใช้ในงานจิตรกรรม ทำให้รูปแบบของจิตรกร รมเปลี่ยนแปลงไปจากแบบประเพณีที่ทำสืบเนื่องต่อกันมาจากสมัยโบราณ

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550

จิตรกรรม


ลักษณะของภาพจิตรกรรม

งานจิตรกรรม ที่นิยมสร้างสรรค์ ขึ้นมีหลายลักษณะ ดังนี้ คือ

1. ภาพหุ่นนิ่ง (Sill life) เป็นภาพวาดเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ หรือ วัสดุต่าง ๆ ที่ไม่มีการ เคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่อยู่กับที่

2. ภาพคนทั่วไป แบ่งได้ 2 ชนิด คือ

2.1 ภาพคน (Figure) เป็นภาพที่แสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยไม่เน้นแสดงความเหมือนของใบหน้า

2.2 ภาพคนเหมือน (Potrait) เป็นภาพที่แสดงความเหมือนของใบหน้า ของคน ๆ ใด คนหนึ่ง

3. ภาพสัตว์ ( Animals Figure) แสดงกิริยาท่าทางของสัตว์ทั้งหลาย ในลักษณะต่าง ๆ

4. ภาพทิวทัศน์ (Landscape) เป็นภาพที่แสดงความงาม หรือความประทับใจในความงาม ของ ธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม ของศิลปินผู้วาดภาพทิวทัศน์ยังแบ่งเป็นลักษณะต่าง ๆ ได้อีก คือ

4.1 ภาพทิวทัศน์ผืนน้ำ หรือ ทะเล (Seascape )

4.2 ภาพทิวทัศน์พื้นดิน (Landscape)

4.3 ภาพทิวทัศน์ของชุมชนหรือเมือง (Cityscape)
5. ภาพประกอบเรื่อง (Illustration) เป็นภาพที่เขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราว หรือถ่ายทอดเหตุการณ์ ต่าง ๆ ให้ผู้อื่นได้รับรู้ โดยอาจเป็นทั้งภาพประกอบเรื่องในหนังสือ พระคัมภีร์ หรือภาพเขียนบน ฝาผนังอาคาร สถาปัตยกรรมต่าง ๆ และรวมถึงภาพโฆษณาต่าง ๆ ด้วย

6. ภาพองค์ประกอบ (Composition) เป็นภาพที่แสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของศิลปะ และลักษณะในการจัดองค์ประกอบ เพื่อให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้สร้าง โดยที่อาจไม่เน้นแสดงเนื้อหาเรื่องราวของภาพ หรือ แสดงเรื่องราวที่มาจากความประทับใจ โดยไม่ยึดติดกับความเป็นจริง ตามธรรมชาติชนิดนี้ ปรากฏมากในงานจิตรกรรมสมัยใหม่

7. ภาพลวดลายตกแต่ง (Decorative painting) เป็นภาพวาดลวดลายประกอบเพื่อตกแต่งสิ่ง ต่าง ๆ ให้เกิดความสวยงามมากขึ้น เช่น การวาดลวดลายประดับอาคาร สิ่งของเครื่องใช้ ลวดลายสัก ฯลฯ